10 เรื่องราวสาระของ ‘เซ็กส์’ กับการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีอยู่ในตำราเรียน

จุดประสงค์หลักของการมีเพศสัมพันธ์คือการดำรงเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่สืบต่อไป แต่หากพูดในแง่ลบ กิจกรรมร่วมรักนี้กลับเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อหลายๆ วงการ

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากิจกรรมทางเพศในประวัติศาสตร์มีผลอย่างมากต่อสังคมโลก เซ็กส์เป็นทั้งทางออกและนำมนุษย์เข้าไปติดอยู่ในวังวนปัญหาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์หลายครั้งหลายครา

แม้จุดประสงค์หลักของการร่วมเพศคือการสืบพันธุ์ แต่เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่เรานำมาเสนอนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความปรารถนาส่วนตัวและส่วนรวมได้อีกเช่นกัน

 

1. การนวดอวัยวะเพศมีต้นกำหนดเพื่อรักษาผู้หญิงที่เป็น ‘ฮีสทีเรีย’

ในก่อนช่วงศตวรรษที่ 20 แพทย์เชื่อว่าผู้หญิงไม่สามารถประสบความตื่นตัวทางเพศได้ เมื่อหญิงสาวตัดพ้อเกี่ยวกับความเร้าอารมณ์ ความกังวล และความชุ่มชื้นระหว่างขา แพทย์จึงมีการวินิจฉัยว่านี่คือ ‘โรคฮีสทีเรีย’ ส่วนวิธีรักษาคือนวดอวัยวะหญิงสาวจนกว่าอาการของโรคฮีสทีเรียจะหายไป

 

2. อันโตนี ฟัน เลเวินฮุก ค้นพบเซลล์อสุจิโดยใช้น้ำอสุจิของตัวเอง

หลังจากเก็บตัวอย่างจากภรรยาของตัวเองแล้ว อันโตนี ฟัน เลเวินฮุกได้ส่องดูอสุจิจากกล้องจุลทรรศน์ที่มีเซลล์อยู่ เขาเรียกว่า ‘สัตว์จุลินทรีย์’ และการค้นพบของเลเวินฮุกนี้เองที่เปลี่ยนวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเรื่องการสืบพันธุ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทราบเพียงกระบวนการ และเรื่องไข่ ซึ่งหลังจากการค้นพบนี้ภาพรวมของไข่และตัวอสุจิจึงกว้างขึ้นกว่าเดิม

 

3. การแต่งงานของผู้ที่มีสัญชาติต่างกัน เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส

เมื่อปี 1967 ที่รัฐเวอร์จิเนีย สองหนุ่มสาวต่างเชื้อชาติ Richard Loving และ Mildred Jeter มีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนกระทั่งฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ ทั้งคู่จึงตัดสินใจจะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง แต่ด้วยการแต่งงานระหว่างเชื้อชาติเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเวอร์จิเนีย ดังนั้นทั้งคู่จึงแต่งงานกันที่กรุงวอซิงตัน ดี.ซี. แล้วเมื่อกลับมาที่เวอร์จิเนียทั้งคู่ก็ถูกจับกุมในห้องนอน

 

4. คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส อาจเป็นผู้ที่นำซิฟิลิสกลับมาจากโลกใหม่

จากผลการศึกษานักวิทยาศาสตร์คาดว่า มีความเป็นไปได้ว่าเชื้อซิฟิลิสที่แพร่มาในยุโรป มาจากการสำรวจโลกใหม่ของโคลัมบัสและคณะ

 

5. คิตตี้ ฟิชเชอร์ ใช้เซ็กส์เพื่อเป็นบันไดก้าวสู่การเป็นดาราหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

คิตตี้ ฟิชเชอร์เป็นโสเภณีชั้นสูงในช่วงศตวรรษที่ 18 ของประเทศอังกฤษ และใช้เสน่ห์ทางเพศเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งขุนนาง ที่สำคัญเธอเป็นเซเลบริตี้คนแรกของโลกด้วย

 

6. พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ปฏิรูปศาสนาเพื่อให้ได้สมรสกับภรรยาน้อยและมีทายาทสืบสกุล

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 รับเอาสองสิ่งจากพระเชษฐาที่สิ้นพระชนม์คือมงกุฏและภรรยาของพี่ชาย หลายปีต่อมามีเพียงบุตรีคนเดียวเท่านั้น ทว่าพระองค์มีภรรยาลับที่ตั้งครรภ์รออยู่ พระองค์จึงต้องการเปลี่ยนแปลงศาสนาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อภรรยาลับ แต่เรื่องนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบใดๆ ดังนั้นพระองค์จึงสร้างศาสนาของตัวเองที่สามารถอนุญาตให้หย่าร้างได้

 

7. โสเภณีชื่อ Aspasia คือแรงบันดาลใจของ ‘โสกราตีส’ และ ‘เพริคลีส’

เธอเป็นโสเภณีและเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเอเธนส์โบราณ ซึ่งเธอได้รับความสนใจจากนายพลชาวกรีกผู้มีชื่อเสียง ‘เพริคลีส’ โดยหยิบยกสติปัญญาและความสวยงามของเธอมาเป็นคำแนะนำสำหรับอาชีพของเขาเอง เช่นเดียวกับโสกราตีสนักปราชญ์ที่อ้างว่าเขาได้เรียนรู้ “ศิลปะการพูดพรรณนา” จากแอสปาเซีย แม้ว่าคนอื่นๆ ในกรุงเอเธนส์กลับรู้สึกว่าเธอเป็นภัยคุกคาม

 

8. เจงกีส ข่าน เมื่อไม่สร้างศัตรูก็สร้างทารก

จักรพรรดินักรบชาวมองโกลผู้ชิต เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลมาท่านหนึ่ง โดยมีการศึกษาใหม่แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันเจงกีสข่านมีลูกหลานกว่า 16 ล้านคนทั่วเอเชีย!!

 

9. นักเขียนชื่อดังสองท่านกับประพฤติกรรมสุดอื้อฉาว

Percy Shelley (เจ้าของผลงานเรื่อง Ozymandias) และ Mary Wollstonecraft Godwin (ผลงานเรื่องแฟรงเกนสไตน์) เพอร์ซี่หลงรักแมรี่ในขณะที่เขาก็แต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นอยู่แล้ว แต่ด้วยความรักที่มีต่อแม่รี่เขาจึงหนีไปกับเธอถึงยุโรป ซึ่งหลังจากนั้นภรรยาเก่าของเพอร์ซี่ก็ฆ่าตัวตายในปี 1816

 

10. Marilyn Monroe เป็นชู้กับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ John F. Kennedy ซึ่งลือว่าอาจมีส่วนในการตายของเธอ

ว่ากันว่า John F. Kennedy มีส่วนในการจบชีวิตของดาราสาวเนื่องจากทั้งคู่เป็นชู้รักกัน ซึ่งตามความเป็นจริงมาริลีน โมนโรเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด

ที่มา www.ranker.com

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

SHARE

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ