11 สิ่งอัศจรรย์ของบางประเทศ ที่เห็นแล้วเป็นต้องอิจฉา แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน

โลกเราเจริญขึ้นด้วยการพัฒนา และแน่นอนว่าใครก็อยากเห็นประเทศของตนก้าวหน้า เลิศเลอไปด้วยเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวก

หากยังนึกภาพไม่ออกว่าการมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาจะเสกชีวิตให้ดีอย่างไร ลองมาหาคำตอบในบทความนี้พร้อมๆ กันเลย โดยเราจะพาไปดูว่าประเทศอื่นๆ บ้านเมืองของเขามีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจจนเราอดอิจฉาตาร้อนผ่าวๆ ไม่ได้บ้าง

 

11. Skytrain รถไฟฟ้าสายใหม่ในประเทศจีน

รถไฟลอยฟ้าสายใหม่นี้ใช้เวลาสร้างเพียง 4 เดือนเท่านั้น มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนแพนด้าเฉิงตู ได้รับการออกแบบมาสำหรับเมืองเล็กๆ พร้อมเคลื่อนที่ไปตามทางรถไฟสายด่วนที่เร็วที่สุดของประเทศ ในขบวนประกอบด้วย 230 ที่นั่ง ความเร็วอยู่ที่ 37 ไมล์ต่อชั่วโมง

 

10. การจัดการขยะอย่างเหนือชั้น ที่สวิตเซอร์แลนด์

ขยะที่ถูกรีไซเคิลในซูริคมีประมาณ 43% ประกอบด้วย กระดาษ โลหะ และแก้วที่สามารถพบได้ทั่วทั้งเมือง มีกระทั่งบ่อจัดการขยะมูลฝอยแบบพิเศษ ส่วนขยะประเภทอื่นๆ จะถูกโละทิ้งในถุงพลาสติกสีขาวแบบพิเศษในราคาละ 1.5 ยูโร (ประมาณ 58 บาท) ซึ่งการลดใช้พลาสสติกเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาคัดแยกขยะอย่างคอบรอบ ขยะเหล่านั้นถูกนำไปเผาและใช้เป็นพลังงานในครัวเรือนกว่า 170,000 หลัง โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ

 

9. ระบบการขนส่งในญี่ปุ่น

รถไฟชินคันเซ็นคันใหม่ มีความเร็วสูงสุด 375 ไมล์ต่อชั่วโมงในระหว่างที่ทดลองใช้ โดย JP Central วางแผนที่จะเปิดตัวรถไฟเหล่านี้ภายในปี 2027 และสามารถครอบคลุมระยะทาง 174 ไมล์ภายใน 40 นาทีหรือน้อยกว่านั้น

 

8. เมืองแห่งอนาคต เกาหลีใต้

แนวคิดหลักคือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ประชาชนแต่ละคนจะมีบัตรสมาร์ทการ์ดพิเศษเพื่อรับบริการประเภทต่างๆ รวมทั้งบริการรถสาธารณะฟรี เมืองทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันด้วยระบบข้อมูล และรถยนต์ทุกคันมีเครื่องหมาย RFID ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บนท้องถนนและสภาพของอาคาร

 

7. สวนสนุก Maggie Daley ที่สหรัฐอเมริกา

ในชิคาโกมีสวนสาธารณะสำหรับเด็กที่ซึ่งมีทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ บนพื้นที่กว่า 20 เอเคอร์ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กทุกวัย เช่นใน “The Harbor” เต็มไปด้วยความน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สไลเดอร์ แว่นตาสายลับ วาฬสาดน้ำ เป็นต้น และในส่วน “Slide Crater” คุณจะพบกับสไลด์และเสาต่างๆ ที่เชื่อมต่อกันด้วยสะพานแขวนขนาดใหญ่

 

6. ถนนสายที่ดีที่สุดในเยอรมนี

ทางหลวงในเยอรมนีนั้นมีความสมบูรณ์แบบและได้คุณภาพเหมือนๆ กัน โดยไม่ผ่านการซ่อมแซมกว่า 30-50 ปี เรียกได้ว่าเทคโนโลยีการทำถนนของที่นี่มีเทคนิคเหมือนชั้นเค้ก คือเริ่มด้วย ฐานที่ทนต่อความเย็น แผ่นใยสังเคราะห์ กาวเสริมซีเมนต์ การเคลือบคอนกรีตซีเมนต์ และต่อด้วยการเคลือบผิว จึงมีความแข็งแรงคงทนโดยไม่ต้องซ่อมแซมนานหลายสิบปี เรียกได้ว่าถ้าซ่อมทีก็เหมือนทำใหม่เลย

.

 

5. ภาพของตึกหลังใหม่ ที่ออสเตรีย

Kunsthaus Graz ตั้งอยู่ในเมืองกราซ ประเทศออสเตรีย มีชื่อเล่นว่า “A Foreign Alien” ซึ่งโดดเด่นด้วยฉากหลังของหลังคากระเบื้องของอาคารเก่า ผสมผสานความดั้งเดิมและความล้ำสมัยอย่างลงตัว กลายเป็นเอกลักษณ์มีความเฉพาะตัวไปเลย

.

 

4. ธนบัตรแบบโพลีเมอร์ ประเทศออสเตรเลีย

ตั้งแต่ปี 1988 ที่ประชาชนของออสเตรเลียเลิกใช้ธนบัตรแบบเดิม และหันมาใช้ธนบัตรโพลีเมอร์ โดยธนบัตรที่ทนน้ำทนมือนี้ได้กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว โดยหลายประเทศก็ยืมไอเดียนี้ไปใช้แล้วเหมือนกัน ทั้งนิวซีแลนด์ โรมาเนีย นิวกีนี เวียดนาม บรูไน แคนาดา และมัลดีฟส์ และอีกกว่า 20 ประเทศอื่นๆ รวมทั้งอิสราเอล เม็กซิโก และสหราชอาณาจักรที่กำลังวางแผนจะเปลี่ยนเป็นธนบัตรใหม่นี้เช่นกัน

 

3. ทางม้าลาย 3D ที่ไอซ์แลนด์

ที่เมือง Ísafjörður เจ้าหน้าที่ไอซ์แลนด์ตัดสินใจสร้างทางเดินเท้าที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยให้จิตรกรทำลายเส้นธรรมดาๆ แต่ปรากฏออกมาให้เป็นแบบ 3 มิติ

 

2. สัญญาการแต่งงาน ที่ประเทศบราซิล

เมื่อมีการแต่งงานเกิดขึ้นในประเทศบราซิล คู่สามีภรรยาจะถูกถามว่าต้องการแต่งงานแบบไหน? ซึ่งมีให้เลือกด้วยกัน 3 ทาง ข้อแรกคือทรัพย์สินที่คู่สมรสซื้อในระหว่างการสมรสและแบ่งให้เท่าๆ กันในกรณีที่มีการหย่าร้าง ข้อสองเฉพาะทรัพย์สินที่หามาได้ในการสมรสเท่านั้นที่จะมีการจัดแบ่ง และในตัวเลือกที่สามทรัพย์สินจะไม่ถูกแบ่งแต่อย่างใด ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นความคิดที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการแต่งงานด้วยจุดประสงค์อันแรงกล้า

 

1. วิวัฒนาการเรือนกระจก ที่เนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ โดยเฉลี่ยในทุกๆ 20 นาทีจะมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ได้รับใบอนุญาตจาก Eindhoven University เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ยังเป็นประเทศที่สองในการส่งออกสินค้า มีผลผลิตเป็น 2.5 เท่าต่อเอเคอร์มากกว่าประเทศอื่นๆ และเป็นแชมป์ในการผลิตมะเขือเทศ หัวหอม ยิ่งไปกว่านั้นครึ่งหนึ่งของตลาดดอกไม้เท่าโลกเป็นของเนเธอร์แลนด์

โดยหลักการเกษตรของที่นี่จะเป็นแบบเรือนกระจก นิยมทำในสนามหลังบ้าน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรลดการพึ่งพาน้ำได้ 90% และเลิกใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างถาวร

.

 

ที่มา brightside

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

SHARE

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ