จะขอทุนการศึกษาเริ่มอย่างไรดี และขอทุนอย่างไรไม่ให้แป๊ก!!? วันนี้เรามีคำตอบ…

สำหรับการขอทุนการศึกษาต่างๆ แน่นอนทุกคนย่อมมีความวังที่จะได้ทุนกันอยู่แล้ว ไม่งั้นจะขอกันทำไมใช่มั้ยล่ะ

และวันนี้เราก็ขอนำบทความเกี่ยวกับ การสมัครขอทุนการศึกษากันอย่างไรไม่ให้แป็กมาฝากเพื่อนๆ กันครับผม ใครไม่รู้จะเริ่มยังไง จุดไหน มาดูกันที่นี่ได้เลย

 

Blank scholarship application form with piggy bank

 

สำหรับการหาทุนนั้นขั้นแรกก็ต้องจัดการตัวเองก่อนเลยจ้า เริ่มจาก…

1. เตรียมเอกสารให้พร้อม ส่วนใหญ่เอกสารในการสมัครทุนจะคล้ายกับการเรียนต่อ ต้องมี Statement of purpose, transcript, จดหมายรับรอง (Letter of Recommendations) และผลการสอบวัดระดับทางภาษา ซึ่งแนะนำว่าให้เตรียมครบตั้งแต่เนิ่นๆ เลยนะจ๊ะ

 

2. ความเหมาะสมของทุนนี้กับตัวเรา ลองดูว่าคุณสมบัติของเราตรงกับที่ทุนนั้นๆ ต้องการหรือไม่ เช่นบางทุนอาจต้องการประสบการณ์การทำงาน หรือบางทุนอาจเปิดรับสมัครเฉพาะนักศึกษาจาก EU เท่านั้น ถ้าคุณสมบัติของเราไม่ตรงกับทุนจะได้ไม่ต้องเสียเวลานะจ๊ะ

 

3. ใช้ Social Media ให้เกิดประโยชน์ในการขอทุน โดยใช้สอบถามผู้รู้ ติดต่อเจ้าพนักงาน หรือเพื่อนๆ ที่เคยรับทุนได้มานั่นเอง บางครั้งอาจมีคนวิเคราะห์สถานการณ์ของทุนต่างๆ เอาไว้ ว่าคุณสมบัติแบบไหนเหมาะสมกับทุนดังกล่าว เว็บไซต์ของคนที่เคยได้ทุน (Alumni) ก็มีประโยชน์เพราะคนที่เคยได้ทุนก็มักจะยินดีแบ่งปันความคิดเห็นหรือเคล็ดลับเพื่อสมัครทุนนั้นๆ ตัวเราเองก็ต้องแสดงให้รุ่นพี่เห็นว่าเราพร้อมเรียนรู้และเปิดรับคำแนะนำด้วยล่ะจ้า

 

scholarship_appli

 

ในส่วนที่สอง จดหมายแนะนำตัว และจดหมายรับรองจากอาจารย์…

มีอักษรย่อง่ายๆ ที่ว่า SOPs : Statement of Purposes และ  LORs : Letter of Recommendations จ้า

 

ซึ่งหลักๆ แล้วส่วนนี้จะช่วยเราได้มากเลยเพราะว่า GPA โรงเรียน หลักสูตร ความสำเร็จและรางวัลต่างๆ อาจเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่จดหมายแนะนำตัวและจดหมายรับรองที่ดีจะช่วยให้เราโดดเด่นจากคู่แข่งและมีโอกาสได้รับทุนมากขึ้นเลยล่ะ

 

โดยการขอจดหมายรับรอง ส่วนใหญ่ทางมหาวิทยาลัยจะขอจดหมายจากอาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยที่เราเคยเรียนด้วย และจดหมายจากเจ้านาย (หากเรามีประสบการณ์ทำงาน)

 

โดยที่เราควรจะรู้จักผู้ที่จะเขียนจดหมายให้เราเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้เนื้อหาในจดหมายแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ทั้งในการเรียนและการทำงานของเราในเชิงลึก ที่สำคัญคือควรเลือกอาจารย์ (หรือเจ้านาย) ที่เห็นความสามารถ มีความสัมพันธ์ที่ดี และรู้จักตัวตนของเราอย่างแท้จริงนะจ๊ะ จะช่วยได้มากเลยล่ะ

 

students_2267671b

 

ทีนี้มาถึงขั้นตอนการลงมือปฏิบัติกันแล้วนะครับ กับการเขียนจดหมายแนะนำตัวของเรา

ขั้นแรกเลยก็อ่านข้อกำหนดของทุนที่เราจะขอให้ดีๆ เพื่อที่เราจะได้เขียนจดหมายให้สอดคล้องกับข้อกำหนดหรือคุณสมบัติที่ทุนการศึกษานั้นๆ ต้องการจ้า

 

และทีนี้ก็มาอ่านศึกษาในส่วนของจดหมายของเพื่อนที่เคยสมัครทุน หรือดูตัวอย่างจากอินเตอร์เน็ต เพื่อที่เราจะได้มีโครงสร้างในการเขียน การอธิบายความคิด ลองวางโครงร่าง สุดท้ายแล้วจึงลองเขียนขึ้นมาจริงๆแต่ระวังอย่าลอกนะครับ

 

และให้เพื่อนช่วยอ่าน ช่วยให้คำแนะนำ จากนั้นก็ปรับแก้ เขียนใหม่อีกครั้งจนกว่าเราจะพอใจ และอย่าลืมว่าต้องเขียนให้เป็นระบบ พยายามตอบคำถามที่ทางสถาบันกำหนด รวมทั้งเสนอมุมมองที่น่าสนใจของตัวเราเองด้วย เชื่อมต่อความคิดทั้งหมดให้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยนะจ๊ะ

 

และที่สำคัญอย่าเขียนข้อมูลซ้ำๆ ที่เราบอกใน CV อยู่แล้ว ลองพูดถึงสิ่งที่เราเคยเรียนรู้จากทีผ่านมา (อดีต) ทำไมเราถึงอยากเรียนรู้ในสิ่งที่เรากำลังจะสมัคร (ปัจจุบัน) และเราจะทำอะไรในอนาคตหากเราสำเร็จการศึกษาจากทุนที่เราได้รับแล้ว (อนาคต)อย่างนี้จะดีกว่า

 

japanese-student-visiting-pet-universe-grooming-salon

 

ชั้นตอนสุดท้ายนะจ๊ะ การส่งเอกสาร…

ถ้าจะให้แน่นอนหลังส่งใบสมัครและเอกสารไปยังสถาบันแล้ว อาจติดต่อกับทางสถาบันให้แน่ใจว่าทางสถาบันได้รับเอกสารของเราครบเรียบร้อยแล้วหรือยัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดนั่นเองล่ะจ้า แค่นี้ก็อยู่ที่ความพร้อมและความน่าสนใจของจดหมายและใบสมัครของเราแล้วล่ะอิอิ

 

และอย่าลืมนะจ๊ะ การเขียนขอทุนก็เหมือนการโชว์ออฟตัวเองเลย เพราะว่าทางสถาบันก็ต้องการความมั่นใจที่ว่าการลงทุนของพวกเขานั้นจะคุ้มค่านั่นเอง มีอะไรดีๆ เขียนไปเลยครับ อย่ากล่าวเกินจริง มั่นใจในตัวเอง แค่นี้รับรองได้ทุนกันแน่นอนครับผม

 

Source: Hotcourse

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ