โรคเพลียเรื้อรัง…ปัญหาที่เป็นไปได้ทำให้เหนื่อยง่าย สมาธิสั้น อ่านหนังสือไม่เข้าใจ

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาว Scholarship.in.th วันนี้เราก็กลับมาพบกันอีกครั้ง

เพื่อนๆคงจะเคยเจออาการแบบเหนื่อบง่าย สมาธิสั้น รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่อยากจะทำอะไร จนทำให้ในวันๆนึง ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกันเลย

วันนี้เราเลยจะพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักกับอาการนี้ พร้อมกับวิธีช่วยรักษาอาการนี้กันครับ

 

การนอนหลับมากเกินไปทำให้สมองแกเร็วนะคะ1

 

อาการเหล่านี้เราจะเรียกกันว่า อาการเพลียเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome : CFS) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติจากระบบกลไกของร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถหาเหตุผลที่แน่ชัดได้

อาการของโรคเพลียเรื้อรัง
– มีอาการอ่อนเพลียที่เป็นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือนสำหรับเด็กหรือวัยรุ่น และมากกว่า 4 เดือนขึ้นไปสำหรับวัยผู้ใหญ่
– นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ ฝันร้าย หรือตื่นมาตอนดึกและไม่สามารถนอนต่อได้ เป็นประจำ
– ปวดกล้ามเนื้อ หรือเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อโดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่า
– ปวดหัว
– ไม่มีสมาธิ
– ความจำแย่ลง
– อาหารไม่ย่อย มีลมในกระเพาะอาหารเป็นประจำ
– แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้มาก่อน เช่น ข้าว ขนมปัง ไข่ ถั่วเหลือง โดยอาการแพ้อาจแสดงออกเช่น คลื่นไส้ มีผื่นขึ้นตามตัว ท้องเสียเป็นต้น
– อยากกินของหวาน ขนมหวาน น้ำตาลอยู่เป็นประจำ

 

 

แม้ว่ายังไม่มีอาหารที่สามารถช่วยรักษาอาการเพลียเรื้อรังให้หายขาดได้ แต่การรับประทานอาหารที่ถูกต้องสามารถช่วยลดอาการเพลียเรื้อรังได้ ช่วยให้มีความรู้สึกที่สดชื่นขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

 

– รับประทานอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตในทุกมื้ออาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต เผือก มัน ข้าวโพด มันฝรั่งทั้งเปลือก ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชไม่ขัดสี เหตุผลที่เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะจะมีค่าของดัชนีน้ำตาลต่ำทำให้ร่างกายค่อยๆ ได้รับน้ำตาล และช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ทำให้ลดอาการต่างๆ ลงได้

– รับประทานผักผลไม้ทุกวันโดยพยายามให้ได้ผักทุกมื้ออาหาร มื้อละอย่างน้อย 1 ทัพพี และผลไม้ 3-5 ส่วน (1 ส่วนเช่น ส้มเขียวหวาน 1 ลูก ชมพู่ 2 ลูก แอปเปิ้ลเล็ก 1 ลูก ฝรั่ง ? ผล มะละกอสุก 6 ชิ้น กล้วย 1 ลูก) ผักและผลไม้เป็นแหล่งของสารอาหารที่มีประโยชน์และมีสารพฤกษาเคมีที่ช่วยเร่งให้ร่างกายต่อสู้กับอาการเพลียเรื้อรังรวมทั้งอาการข้างเคียง

– รับประทานโปรตีนให้เพียงพอและเลือกโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เนื่องจากร่างกายประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 20% ของทั้งร่างกาย และโปรตีนยังมีความสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมน เอนไซม์ และแอนติบอดีของร่างกาย จากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ขาดโปรตีนในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาของอาการเพลียเรื้อรังจะมีอาการที่หนักมากกว่าผู้ที่ได้รับโปรตีนเพียงพอ เช่นผู้ที่ขาดโปรตีนจะมีอาการปวดของกล้ามเนื้อคอและหลังมากกว่าผู้ที่ได้รับโปรตีนเพียงพอ

– โกโก้และดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณเล็กน้อยต่อวัน จากการศึกษาพบว่า สารโพลีฟีนอลที่มีอยู่ในโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตจะทำให้ร่างกายผ่อนคลายและลดความเครียด (แต่เนื่องจากโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตมีคาเฟอีนอยู่ด้วยจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก)

– ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว (เน้นทีน้ำเปล่าหรือน้ำสมุนไพรที่ไม่มีการเติมน้ำตาล) การที่ร่างกายขาดน้ำจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย และปวดหัวได้ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งในผู้ที่มีปัญหาอาการเพลียเรื้อรังหากขาดน้ำอาการจะแย่ลง

 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
– อาหารที่ให้ไขมันสูง เช่น อาหารทอดน้ำมัน อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีน้ำตาลสูง
– อาหารที่มีการส่วนผสมของผงชูรส
– อาหารหวานจัด อาหารเชื่อม
– อาหารรสเค็มจัด
– อาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เนื่องจากรบกวนการทำงานของระบบประสาททำให้ร่างกายตื่นตัวและอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บางการศึกษาระบุว่าเครื่องดื่มกาเฟอีนมีผลต่อการนอนหลับพักผ่อนทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท

 

เพื่อนๆคงจะรู้อาการของเพลียเรื้อรังกันแล้วนะครับ ยังไงหากเพื่อนๆคนไหนมีอาการเป็นอย่างที่ว่า ลองหาอาหารที่ได้มีการแนะนำไปมากิน อาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยครับ
หวังว่าคงจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆกันนะครับ

แล้วเราจะมาพบกับวาไรตี้ดีๆ จากรอบโลก อัพเดททุกๆวัน กับ ScholarShip.in.th กันนะครับผม

ที่มา Manager

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ