เรื่องราวน่ารู้ : ไขข้อสงสัย 6 ความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยา กับจิตแพทย์

เมื่อพูดถึงนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ หลายคนอาจคิดว่าทั้งสองอาชีพนี้คืออาชีพเดียวกัน

แม้ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถทำงานร่วมกันในทีมบำบัดเพื่อให้ความช่วยเหลือเหล่าคนไข้ได้ แต่ทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ก็มีความแตกต่างในสายงานอาชีพอยู่เล็กน้อย

วันนี้ เราจะชวนคุณมาเพิ่มเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยอ้างอิงจากความแตกต่างของจิตแพทน์และนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา เลื่อนลงไปดูกันเลย!

 

1. นักจิตวิทยากับจิตแพทย์ : เรื่องของวุฒิการศึกษา

จิตแพทย์จะต้องจบจากมหาวิทยาลัยในคณะแพทยศาสตร์ (หรือที่เกี่ยวข้อง) ต้องได้รับการฝึกอบรมมาจนเชี่ยวชาญ และมีคำว่า “MD” ต่อท้ายหลังชื่อของพวกเขา

ในขณะที่นักจิตวิทยาสามารถจบการศึกษาด้านปรัชญา (PhD) หรือทางด้านจิตวิทยา (PsyD)ได้

ความแตกต่างอย่างหนึ่งคือจิตแพทย์ทุกคนสามารถสั่งจ่ายยาได้ ในขณะที่นักจิตวิทยาจะสามารถทำได้ ก็ต่อเมื่อในพื้นที่นั้นมีกฎหมายที่ระบุครอบคลุมถึงเรื่องนี้เท่านั้น

 

2. ระบบการทำงานของนักจิตวิทยา และจิตแพทย์

หนึ่งในความแตกต่างของสายงานของพวกเขาก็คือ จิตแพทย์มักมุ่งเน้นการรักษาไปที่คุณสมบัติทางกายภาพของสมอง หรือการใช้ยาเพื่อช่วยปรับสมดุลเคมีของสมอง

ในขณะที่นักจิตวิทยาจะช่วยในการบำบัดเพื่อให้คุณเข้าใจถึงอารมณ์ ความนึกคิดของตัวเอง ทั้งยังช่วยให้คุณสามารถจัดการหรือรับมือกับปัญหาทางอารมณ์ของตัวเองได้

 

3. แนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

ทั้ง 2 สาขา ต่างวินิจฉัยและรักษาความเจ็บป่วยทางจิต ทว่าความแตกต่างที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนก็คือ จิตแพทย์มักจะใช้ยาเป็นแนวทางในการรักษาหลัก ขณะที่นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการพูดคุยบำบัด

บ่อยครั้งที่นักจิตวิทยาและจิตแพทย์จะทำงานร่วมกันเพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี เช่น นักจิตวิทยาที่ดำเนินการบำบัดและนักจิตแพทย์สั่งยาหากจำเป็น

 

4. นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ คุณควรเลือกไปหาหมอคนไหน?

หากอาการของคุณค่อนข้างรุนแรง มีแนวโน้มที่จะรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย การใช้สารเสพติด หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบาก คุณควรที่จะเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ เพื่อรับยาที่สามารถแก้ปัญหาของคุณได้ ซึ่งอาจนอกเหนือไปจากการพูดคุยกับนักจิตวิทยา

ส่วนในกรณีที่คุณมีความวิตกกังวล แต่ยังไม่ร้ายแรงขนาดที่ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไม่ได้ การพบกับนักจิตวิทยาจะช่วยให้คุณสามารถมองหาทางออกได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

แต่ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น อาจต้องใช้ทีมบำบัดที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ทำงานร่วมกัน

 

5. เครื่องมือการใช้ที่เหมือนกัน

ทั้ง 2 สาขาต่างพึ่งพาคู่มือการวินิจฉัยและสถิติของความผิดปกติทางจิต (DSM-5) จากสมาคมจิตแพทย์อเมริกันเช่นเดียวกัน

นอกจากคู่มือนี้ พวกเขาอาจใช้การทดสอบอื่นๆ ร่วมด้วยเพื่อให้วินิจฉันและทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง

 

6. ภาคปฏิบัติ

จากการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychiatric Services พบว่า จิตแพทย์ส่วนใหญ่จะพบกับผู้ป่วยในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 10 ถึง 30 นาที ในการพบปะเหล่านี้ จะรวมถึงการจัดยา และสามารถเว้นระยะห่างกันได้ 1 – 3 เดือน

ปัญหาหนึ่งนอกจากระยะเวลาที่ไม่มากพอก็คือ คนป่วยส่วนใหญ่มักมีปัญหาด้านการเงิน ทำให้ภาระเหล่านี้ถูกผลักไปให้นักจิตวิทยา ซึ่งโดยปกติจะมีอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่า

ในส่วนของนักจิตวิทยา พวกเขามักจะมีเวลาในการพูดคุยกับผู้ป่วยประมาณ 45 นาที สัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง การรักษาอาจใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 12 ครั้ง หรือนานกว่านั้นถ้าจำเป็น

 

การรับการรักษา ควรเริ่มจากการพิจารณาระดับความร้ายแรงในตัวเองเพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้บริการผู้เชี่ยวชาญได้อย่างถูกต้อง และท้ายที่สุดแล้ว การเข้ารับคำปรึกษา จะช่วยให้คุณผ่านพ้นความเจ็บป่วยนี้ไปได้ :)

 

ที่มา: rd.com

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ