10 ข้อเท็จจริงของเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ที่ถูกเข้าใจผิดมาอย่างยาวนาน

เรื่องราวในประวัติศาสตร์ต่างมีสเน่ห์และน่าหลงใหล นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังทำให้เราเพลิดเพลินไปกับความเป็นมาของมนุษยชาติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปพิสูจน์ได้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นความจริงแท้อย่างไร

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าข้อเท็จจริงที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนประวัติศาสตร์นั้นเป็นความเชื่อผิดๆ ? มีหลักฐานมากมายที่นักประวัติศาสตร์ได้อุทิศชีวิตเพื่อค้นหา และทั้ง 10 ข้อด้านล่างนี้คือสิ่งที่ถูกค้นพบ เพื่อแก้ไขความรู้ผิดๆ ที่เราเคยเชื่อ ดังนี้

 

 

#10 Christopher Columbus ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบอเมริกาคนแรก

เพราะความจริงแล้วมีคนพื้นเมืองอาศัยอยู่ในอเมริกามาหลายพันปีแล้ว โดยน่าจะเป็นชนที่ข้ามมาจากทางฝั่งเอเชีย นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อาจเชื่อมโยงได้ว่า Leif Erikson นักสำรวจชาวไวกิ้งยังได้เดินทางมาที่อเมริกาเกือบ 400 ปีก่อน Christopher อีกด้วย

 

#9 Marie Antoinette ไม่ได้พูดว่า “Let them eat cake.”

ถือเป็นประโยคยอดฮิตที่ถูกเชื่อว่าราชินีฝรั่งเศสคนสุดท้ายอย่าง Marie Antoinette ได้กล่าวกับชาวไรชาวนาเมื่อพวกเขาเผชิญกับความอดอยาก อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานจริงๆ ว่าเธอได้พูดเช่นนี้

อ้างอิงจากนักปราชญ์ Jean-Jacques Rousseau ผู้ใช้วลีนี้ในหนังสือ Confessions ซึ่งเขียนขึ้นในราวปี 1767 ซึ่งขณะนั้น Marie ยังเป็นเพียงเด็ก บางส่วนเชื่อว่านักปฏิวัติชาวฝรั่งเศสให้เครดิตคำพูดนี้แก่เธอเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้ต่อต้านสถาบันกษัตริย์

 

#8 Napoleon Bonaparte ไม่ได้มีรูปร่างเล็ก

Napoleon เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำทางทหารที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลก หลายคนมักจะมีภาพจำของเขาเป็นชายรูปร่างเตี้ย และใส่เสื้อเอวลอยขณะนำทัพ

ในความเป็นจริงเขามีแนวโน้มที่จะมีความสูงเฉลี่ยเท่าผู้คนทั่วไป และความเชื่อเรื่องรูปร่างผิดๆ นั้นอาจเกิดจากความแตกต่างระหว่างระบบการวัดของฝรั่งเศส (นิ้ว) และอังกฤษ (เซนติเมตร)

 

#7 Cleopatra ไม่ใช่ชาวอียิปต์

Cleopatra เป็นที่รู้จักกันดีในนามราชินีแห่งแม่น้ำไนล์ และถึงแม้เธอจะเกิดที่อียิปต์แต่อันที่จริงเธอมีเชื้อสายอียิปต์น้อยมาก เพราะพื้นเพครอบครัวของเธอมีเชื้อสายกรีก กล่าวคือเธอเป็นผู้ปกครองอียิปต์ที่มีเชื้อสายกรีกคนสุดท้ายของราชวงศ์ทอเลมีเซียแห่งมาซิโดเนีย

 

#6 ผู้คนในยุคกลางไม่ได้คิดว่าโลกแบน

ความเข้าใจผิดทั่วไปเกี่ยวกับ “ยุคมืด” คือเป็นยุคแห่งความป่าเถื่อนและความโง่เขลาเมื่อผู้คนเชื่อว่าโลกแบน

ทั้งๆ ที่ความจริงแนวคิดโลกกลมนั้นมีมาตั้งแต่อย่างน้อยศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตศักราช และในยุคกลางนั้นนักวิชาการและผู้มีการศึกษาส่วนใหญ่ต่างก็เข้าใจว่าโลกเป็นทรงกลมแล้ว

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการผสมผสานนี้เกิดขึ้นจากนักเขียนในศตวรรษที่ 19 ที่วิพากษ์วิจารณ์คริสตจักรในยุคกลางโดยอ้างว่าคนในยุคกลางเชื่อว่าโลกแบน

 

#5 แม่มดแห่งซาเลมไม่ได้ถูกเผาที่เสาเข็ม

ในปี 1692 แพทย์ใน Salem Village รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เชื่อว่าการเจ็บป่วยลึกลับที่ส่งผลกระทบต่อเด็กสาวนั้นเกิดขึ้นเพราะมนต์ดำ ทั้งนี้การพิจารณาคดีแม่มดที่ซาเลมนั้นไม่มีการเผาเกิดขึ้น

ซึ่งการพิจารณาคดีเกี่ยวกับแม่มดนั้นอาจทำให้สับสนกับการล่าแม่มดในยุโรปที่เกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 15 ถึง 18 ตามกฎหมาย “Constitutio Criminalis Carolina” ของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้กล่าวถึงบทการลงโทษสำหรับการใช้มนต์ดำคือการประหารชีวิตด้วยการเผา

 

#4 Benjamin Franklin ไม่ได้ค้นพบกระแสไฟฟ้าระหว่างเล่นว่าว

Benjamin Franklin ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้ง นักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ แต่เขากลับถูกเชื่อว่าเป็นผู้คนพบกระแสไฟฟ้าจากการทดลองทฤษฎี Kite-and-key Experiment

เพราะแนวคิดเรื่องประจุไฟฟ้านั้นมีมานานหลายพันปีแล้ว และนักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่าการทดลองนั้นอันตรายเกินไป เพราะหากเกิดฟ้าผ่าที่ว่าวมันจะทำให้เขาเสียชีวิตทันที

อย่างไรก็ตาม จากการทดลองนั้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าว่าวได้ดูดประจุไฟฟ้าโดยรอบจากพายุ จนทำให้ประกายไฟเกิดขึ้นเมื่อ Benjamin ขยับนิ้วเข้าใกล้กุญแจ

 

#3 ชาวไวกิ้งไม่ได้สวมหมวกกันน็อกที่มีเขา

หมวกกันน็อกมีเขากลายเป็นภาพจำของชาวไวกิ้ง แต่ถึงอย่างนั้นนักประวัติศาสตร์ยังไม่ค้นพบหลักฐานในข้อนี้ หลักฐานเพียงอย่างเดียวที่ถูกค้นพบในปี 1943 เกี่ยวกับหมวกกันน็อกยุคไวกิ้งคือเป็นหมวกเหล็กทรงมนและไม่มีเขา

ทั้งนี้ ภาพวาดของนักรบไวกิ้งในช่วงศตวรรษที่ 8 ถึง 11 คือจะสวมหมวกกันน็อกที่ทำจากเหล็กหรือหนัง เชื่อกันว่าการออกแบบเครื่องแต่งกายของ Carl Emil Doepler สำหรับละครโอเปร่า “Der Ring des Nibelungen” ในศตวรรษที่ 19 มีส่วนรับผิดชอบต่อภาพลักษณ์ของชาวไวกิ้งที่ยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

#2 Sir Isaac Newton ไม่ได้ค้นพบแรงโน้มถ่วงเมื่อแอปเปิ้ลตกลงบนศีรษะ

แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานสนับสนุนตำนานนั้น แต่แอปเปิ้ลก็มีบทบาทในการค้นพบของ Sir Isaac Newton เมื่อ William Stukeley เพื่อนร่วมงานของเขาได้ตีพิมพ์ชีวประวัติและเล่าถึงช่วงเวลาที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล และ Newton ก็ชี้ไปที่กิ่งไม้ใกล้ๆ และสงสัยว่าทำไมแอปเปิ้ลจึงตกลงมาตรงๆ แทนที่จะเป็นด้านข้างหรือด้านบน

 

#1 Thomas Edison ไม่ได้ประดิษฐ์หลอดไฟดวงแรก

Thomas Edison เป็นนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา เขาถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 1,000 รายการ และได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งประดิษฐ์สำคัญของศตวรรษที่ 19 แต่ก็มีการถกเถียงกันเป็นอย่างมากว่าเขาเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟจริงๆ หรือไม่

เพราะในช่วงต้นทศวรรษที่ 1800 นักเคมีชาวอังกฤษอย่าง Humphry Davy ได้ผลิตหลอดไฟฟ้าเครื่องแรกของโลก นักประดิษฐ์คนต่อมาจึงพัฒนาการออกแบบของ Davy แต่ไม่มีใครสามารถทำให้หลอดไฟใช้งานได้นานและมีราคาถูก

อย่างไรก็ตาม แม้ Thomas จะไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์มันขึ้นมา แต่เขาก็ได้ประดิษฐ์หลอดไฟที่ใช้งานได้จริง ใช้งานได้อย่างยาวนาน และมีราคาไม่แพง ถือเป็นหลอดไฟต้นกำเนิดในปัจจุบัน

 

ที่มา: worldatlas

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ