12 สิ่งที่เล็กๆ ที่ควรเริิ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีแบบยั่งยืน

นิสัยหรือพฤติกรรมของเราเป็นกลไกแข็งแกร่งที่สามารถปรับปรุงคุณภาพของชีวิต บางคนบอกว่ากฎ 21 วันสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยใหม่ของเราได้และจะกลายเป็นความเคยชินในที่สุด และต่อไปนี้คือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หากเริ่มทำจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคุณได้

 

1. อย่างละเลยกฎการดื่มน้ำ

แน่นอนว่าทุกคนคงทราบดีถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำ ซึ่งน้ำแก้วแรกที่คุณควรดื่มหลังจากลืมตาในเช้าวันใหม่จะทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ และช่วยกระตุ้นพลังงาน

 

2. เปลี่ยนแปลงเรื่องกาแฟที่คุณกินในทุกวัน

โดยหันมาดื่มอเมริกาโน่แทน ซึ่งทั้งกาแฟและเมล็ดโกโก้ล้วนมีประโยชน์สำหรับสำหรับสมอง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และคาเฟอีนที่ช่วยพัฒนาหน่วยความจำ ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ควรลดเครื่องดื่มหวานที่เต็มไปด้วยน้ำเชื่อม วิปปิ้งครีม และครีมเทียม

 

3. ทำสิ่งที่ควรทำก่อน

Brian Tracy นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและผู้เขียนหนังสือเรื่อง กินกบตัวนั้นซะ (Eat That Frog) กล่าวว่า “ควรทำสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนเช้าแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดก็ตาม ประโยชน์หลักของการกระทำดังกล่าวเป็นรางวัลทางจิตวิทยาที่เรามอบให้กับตัวเองเมื่อทำอะไรที่เราไม่ต้องการทำ”

 

4. เพิ่มสีม่วงในจานอาหารสีเขียว

ในมื้ออาหารควรมีสีสันของผักที่หลากหลาย น้ำบีทรูทและบีทรูทอุดมไปด้วยวิตามินบีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในเรื่องการมีสมาธิ หลอดเลือดสมอง เส้นเลือด และมีผลต่อระดับออกซิเจน ทั้งยังมีราคาไม่แพงหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป

 

5. ยิ้มได้ตลอดเวลา

นักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าทารกเริ่มยิ้มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ใน TED Talk ตอน “The power of smiling” โดย Ron Gutman กล่าวว่า “โดยเฉลี่ยแล้วเด็กยิ้มกว่า 400 ครั้งต่อวัน ในขณะที่หนึ่งในสามของผู้ใหญ่ยิ้มมากกว่า 20 ครั้งต่อวัน”

การยิ้มไม่ว่าจะออกมาจากใจจริงหรือเพียงแค่แสร้งแสดงสามารถส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเอ็นโดฟินในสมอง ซึ่งส่งผลต่อความสุขของเรา

 

6. รับวิตามินดีให้มาก

มีการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ภาวะซึมเศร้าชนิดต่างๆ อาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล และอาการนอนไม่หลับอาจเป็นผลโดยตรงจากการขาดวิตามินดี ซึ่งจะเริ่มกระบวนการผลิตเมื่อผิวหนังของเราได้รับแสงแดด ดวงตาได้เห็นดวงอาทิตย์ เมื่อนั้นร่างกายจะเริ่มผลิตเซโรโทนิน และนั่นฮอร์โมนความสุขจึงเกิดขึ้นตามมา

 

7. ลับสมอง

ยิ่งเราฝึกสมองเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีขึ้นเท่านั้น การออกกำลังกายสมอง หรือเรียกอีกอย่างว่าการฝึกความรู้ความเข้าใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวคิด ความท้าทายในการพัฒนาสมอง ความสามารถในการจดจำ ความสนใจ สมาธิ และการคิดไว โดยทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนในทุกวัน

 

8. อย่าลืมใส่ใจเรื่องท่าทาง

การรักษาท่าทางที่ดีในขณะนั่งถือเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ ซึ่งการนั่งอยู่กับที่ตลอด 8 ชั่วโมงต่อวันไม่ใช่เรื่องดีเลยและเป็นไปตามกลไกที่ธรรมชาติต้องการ โดยอาจก่อให้เกิดเลือดคั่งในส่วนล่างของร่างกาย ทำให้ขาบวม

โดยคุณสามารถหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ด้วยการใช้เวลาพักสั้นๆ เดินไปรอบๆ ยืดตัวบ้างเพื่อให้ร่างกายได้ทำงานดีขึ้น และอย่าลืมว่าต้องนั่งตัวตรงด้วย

 

9. สแกนความคิด

ความคิดด้านลบมีอยู่ทุกที่ ช่องว่างทางสังคมก่อให้เกิดประสบการณ์เชิงลบและไม่ดีต่อความคิด แต่เราสามารถเลี่ยงไม่ให้เกิดสิ่งนี้ได้และตั้งตัวเป็นนายความคิดของตนเอง ด้วยการสแกนทุกอย่างที่เข้ามาในหัวของเรา

เมื่อใดก็ตามที่เกิดความคิดต่างๆ ในหัวให้สแกนดูว่าสิ่งนั้นมันเป็นประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ ความคิดเชิงลบคือการสูญเสียศักยภาพทางปัญญาของเรา

 

10. บำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย

กลิ่นหอมต่างๆ ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกอย่างแท้จริง ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายก่อนต้องรับมือกับภาระงานมากมายในออฟฟิศ อุตสาหกรรมน้ำมันหอมระเหยมีขนาดใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องยากในการตามหากลิ่นที่ถูกใจและราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์

 

11. ผ่อนคลายร่างกายบ้าง

การนวดเป็นไปได้หลายจุดประสงค์ไม่ว่าจะทำเพื่อการรักษาทางการแพทย์ หรือเพื่อผ่อนคลายต่างให้ประโยชน์ด้านบวกแก่ร่างกายทั้งนั้น ซึ่งสามารถลดความตึงเครียด ความเมื่อยล้า อาการปวดศีรษะ ลดความดันโลหิตได้ด้วย

 

12. หลับให้สนิท

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการนอนหลับฝันดี เช่น ห้องจะต้องมีอากาศที่ถ่ายเท ควรปิดม่านด้วยเพราะส่งผลต่อฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งจะทำงานเฉพาะเวลาที่เกิดความมืดมิดเท่านั้น

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งท่านอน ซึ่งแพทย์ไม่แนะนำให้นอนคว่ำ ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับแรงกด ไหล่และคอเกิดความตึงเครียด การนอนหงาย พาดศีรษะให้สบายจึงเป็นหนึ่งในวิธีการนอนที่ดี และสิ่งสำคัญคือเลือกหมอนให้ถูกต้อง

 

ที่มา brightside

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ