15 แหล่งมรดกโลกที่ควรค่าไปเยือน ก่อนสถานที่เหล่านั้น จะสูญหายไปตลอดกาล…

ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงครามที่มาเยือนในบางประเทศ หรือการผันเปลี่ยนของสภาพอากาศ การขยายพันธุ์ หรือแม้กระทั่งคลื่นมหาชนของนักท่องเที่ยว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกำลังชั่งถ่วงน้ำหนักกับสถานที่มรดกโลกอยู่ แม้อยากรักษาไว้แค่ไหนแต่ด้วยปัจจัยบางอย่างก็ไม่อาจสำเร็จดั่งใจหวัง

แหล่งมรดกโลกคือหลักฐานแห่งความงาม และการเปลี่ยนผ่านอารยธรรมมนุษย์ที่สมควรแก่เหตุผลทั้งปวงในการอนุรักษ์ ซึ่งในแต่ละปีองค์การยูเนสโกต้องเพิ่มรายชื่อสถานที่มรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย (World Heritage in Danger) เสี่ยงภัยคุกคามนานัปการ

เช่นดังรายนามสถานที่ดังต่อไปนี้ที่หากมีโอกาสควรไปเยือนก่อนจะสายเกินไป…

 

1. เวียนนา ประเทศออสเตรีย

เนื่องจากแผนการก่อสร้างตึกสูงระฟ้าที่จะค่อยๆ ทำลายความเป็นเมืองเก่าของกรุงเวียนนา โดยนักท่องเที่ยวที่ตบเท้ามาที่นี่เพราะหลงเสน่ห์มรดกทางดนตรี ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของโมสาร์ทและเบโธเฟน เต็มไปด้วยพระราชวังพร้อมสถาปัตยกรรมที่งดงาม

 

2. Plátano River ประเทศฮอนดูรัส

พื้นที่ภูเขาที่เต็มไปด้วยป่าฝนหนาทึบ ชายเลน ที่ราบ หรือทะเลสาบริมทะเล มีชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่ มีศิลปะสลักหิน และสัตว์สำคัญที่ใกล้สูญพันธุ์ อย่างลิงแมงมุมเม็กซิกัน สมเสร็จ ตัวกินมดยักษ์ แมนนาทีอินเดียตะวันตก และเสือจากัวร์ นอกจากนี้ยังมีเต่ายักษ์และนกนานาชนิดกว่า 400 สายพันธุ์

 

3. มรดกของป่าฝนเขตร้อนบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ประกอบด้วยเขตอุทยานแห่งชาติ 3 แห่งได้แก่ อุทยานแห่งชาติกุนุงลูเซอร์ (Gunung Leuser) อุทยานแห่งชาติเครินซีเซบลัต (Kerinci Seblat) และอุทยานแห่งชาติบูกิตบาริซานเซลาตัน (Bukit Barisan Selatan) ซึ่ง ณ ตอนนี้ลิงอุรังอุตังสุมาตราก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที

 

4. Historic Center of Shakhrisyabz ประเทศอุซเบกิสถาน

ที่นี่มีเมืองที่อายุกว่า 2,000 ปีในภูมิภาค Kesh หลงเหลีอกำแพงเมืองจากยุคกลางให้ได้ชม พร้อมกับมัสยิดโดมสีฟ้า แต่ที่นี่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่มากเกินไปของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว

 

5. Medieval Monuments in Kosovo ประเทศเซอร์เบีย

ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในคาบสมุทรบอลข่าน ประกาศอิสรภาพจากเซอร์เบียในปี 2008 ที่นี่เต็มไปด้วยโบสถ์และวัดวาอารามสวยงามน่าทึ่งซึ่งยังหลงเหลือให้ได้ชม มีตัวอย่างของภาพวาดไบเซนไทน์โรมันที่ได้รับการปรับปรุงในบอลข่านตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และ 17

 

6. โปโตซี ประเทศโบลิเวีย

กว่า 500 ปีมาแล้วที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ในเทือกเขาแอนดีโบลิเวียกลายเป็นโรงไฟฟฟ้าอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงหน้าเศรษฐกิจโลก ที่นี่ยังคงสามารถมองเห็นซากปรักหักพังของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ Cerro Rico จากเหมืองแร่ อุปกรณ์ทางน้ำและอนุสาวรีย์ทางอุตสาหกรรม ไปจนถึง Royal Mint บ้านพักคนงาน และโบสถ์ San Lorenzo แต่น่าเสียดายที่ Cerro Rico กำลังตกอยู่ในอันตรายจากการล่มสลาย

 

7. Niokolo-Koba National Park ประเทศเซเนกัล

ฝั่งแม่น้ำแกมเบียในแอฟริกาตะวันตกคือประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศส ที่นี่มีอุทยานแห่งชาติที่ประกอบไปด้วยสัตว์นานาพันธุ์ทั้ง อีแลนด์ ลิงซิมแปนซี สิงโต เสือดาว และช้าง ซึ่งกำลังตกอยู่ภายใต้การรุกล้ำของช้าง และจากแผนการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำแกมเบีย

 

8. Kasubi Tombs ประเทศยูกันดา

บนยอดเขาทางตะวันตกของเมืองเป็นสุสานของกษัตริย์ Buganda Kings ที่ Kasubi ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 1882 และกลายเป็นสถานที่ฝังศพของพระราชวงศ์ในปี 1884 โดยสร้างมาจากเสาไม้ หลังคามุงจาก พืชจำพวกกก ทว่าอาคารหลักของศูนย์รวมจิตวิญญาณแห่งเชื้อราชวงศ์ถูกไฟทำลายในปี 2010

 

 

9. East Rennell หมู่เกาะโซโลมอน

ยูเนสโกประเมินว่ามีแหล่งมรดกโลก 62 แห่งที่ถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงที่ East Rennell กำลังเผชิญเช่นกัน เมื่อเหล่าปะการังที่ยาวที่สุดในโลกต้องเสี่ยงกับของการเพิ่มระดับน้ำในทะเลสาบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลเสียต่อพืชอาหารหลักของชาวโพลีเนเซียน

 

10. Humberstone and Santa Laura Saltpeter Works ประเทศชิลี

ที่นี่คงอยู่ได้อีกนานหากไม่เกิดภัยแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่องแถมยังรุนแรงอีกด้วย ทั้งยังมีโพแทสเซียมไนเตรตที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เรียกว่าดินประสิว ได้รับการขุดโดยชาวบ้านหลายพันคนในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เพื่อผลิตปุ๋ยไนเตรตโซเดียมที่แปลงผลผลิตของที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในอเมริกาและยุโรป

 

11. rainforests of the atsinanana ประเทศมาดากัสการ์

ประเทศมาดากัสการ์และสัตว์ป่าน้อยใหญ่ของที่นี่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ซึ่งที่แอทซินอนานา ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ 6 แห่งตามแนวตะวันออกของเกาะ แต่น่าเสียดายที่บริเวณดังกล่าวถูกคุกคามโดยการตัดไม้ที่ผิดกฎหมายทั้งไม้พะยูงและไม้มะเกลือ

 

12. Everglades National Park รัฐฟลอริดา

ที่นี่กำลังทุกข์ทรมานจากระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการเติบโตของเมือง และมลพิษจากภาคเกษตรกรรม ส่งผลให้สายพันธุ์ทางทะเลลดลงอย่างน่าเป็นห่วง รวมทั้งพะยูนแมนนาทีด้วย

 

13. Selous Game Reserve ประเทศแทนซาเนีย

ห่างจากความวุ่นวายของรถจี๊ปในซาฟารีที่ Serengeti and Ngorongoro Crater ที่เป็นที่ที่สามารถทัศนาช้าง เสือชีต้า ยีราฟ ฮิปโปโปเตมัส เสือดาว และสิงโต Selous ซึ่งแผงคอมีขนาดเล็กกว่าสัตว์อื่นๆ ในประเทศแทนซาเนีย อย่างไรก็ตาม การลัดเลาะอาละวาดทำให้ประชากรสัตว์ป่าลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากช้างและแรด

 

14. ทิมบักตู ประเทศมาลี

เมื่อปีที่ผ่านมาเมืองที่ได้ชื่อว่า “city of gold” ที่ตั้งอยู่บนริมทะเลทรายซาฮาร่าได้รับอันตรายอย่างรุนแรง มัสยิดดินเผาสามแห่งของ Djingareyber, Sankore และ Sidi Yawhia เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมักจะได้เห็นได้ชมจนกระทั่งมีการยึดครอง โดยกลุ่มกบฏของ Tuareg ซึ่งเป็นกลุ่มญิฮาด

 

15. Coro ประเทศเวเนซุเอลา

เวเนซูเอลาเป็นประเทศที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤต และดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ซึ่งน่าเสียดายเพราะชายฝั่งทะเลแคริบเบียนในรัฐ Falcón คุณจะพบเมืองเล็กๆ ของ Coro ซึ่งอาคารก่อสร้างแบบดินย้อนหลังไปถึงปี 1527 มีการผสมผสานเอกลักษณ์ของขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นด้วยเทคนิคสถาปัตยกรรมสเปนของ Mudéjar และดัตช์ แต่ Coro ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากฝนตกหนักอย่างผิดปกติในปี 2005 โดยขาดแผนบริหารจัดการฟื้นฟูและป้องกันที่ดี

 

ที่มา www.travelandleisure.com

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ