5 วีรบุรุษ LGBTQ+ เรื่องราวการต่อสู้สิทธิเพศที่หลากหลายซึ่งไม่เคยถูกสอนในชั้นเรียน

การต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมมีมาหลายทศวรรษ แน่นอนว่าเบื้องหลังสิทธิที่เราได้รับในปัจจุบันที่ถูกพิจารณาใหม่เพื่อความเท่าเทียม ย่อมมีฮีโร่คอยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

 

 

ในปัจจุบัน มีคนดังหลายคนกลายเป็นกระบอกเสียงให้กับเหล่า LGBTQ+ ทว่าหากย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ผู้เรียกร้องสิทธิส่วนมากยังเป็นเพียงประชาชนที่แสวงหาความเป็นธรรม เช่นเดียวกับเขาเหล่านี้

 

Alan Turing

นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งปัญญาประดิษฐ์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักในด้านวิทยาศาสตร์ แต่ Alan ซึ่งเป็นพลเมืองชาวอังกฤษทั่วไปกลับถูกจับกุมในปี 1952 ข้อหา “รักร่วมเพศ” และเลือกการฉีดสารเคมีเข้าเส้นเลือดแทนการจำคุก

ความทุกข์ทรมานในครั้งนั้นเป็นเหตุให้เข้าฆ่าตัวตายในปี 1954 เรื่องราวนี้ดูคล้ายจะจบลงจนกระทั่งในปี 2013 Alan ได้รับการอภัยโทษจากควีนอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งการตายของเขานำไปสู่การแก้กฎหมายที่ลงโทษผู้ที่รักในเพศเดียวกันอย่างไม่เป็นธรรม

 

Ma Rainey

หญิงสาวได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าแม่เพลงบลูส์ เธอใช้เสียงเพลงเปิดเผยความสัมพันธ์ของเธอเองกับสาวๆ คนอื่นๆ รวมถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิงผิวสีในสหรัฐอเมริกา จากนั้นในปีต่อๆ มา เธอได้กลายเป็นคนที่ปูทางให้กับผู้หญิงคนอื่นๆ ในการได้รับสิทธิอันเท่าเทียม

 

Bayard Rustin

ในปี 1963 เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นในกรุงวอชิงตัน หนึ่งในผู้นำหลักของการชมนุมครั้งนี้คือ Bayard Rustin ชายหนุ่มผู้ถูกเลือกปฏิบัติทั้งในเรื่องสีผิวและรสนิยม ซึ่งในภายหลังเขายังได้เริ่มงานแห่งอิสรภาพอีกมากมายจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในที่สุด

 

Florence Nightingale

นางพยาบาลชื่อเสียงก้องโลกคนนี้อาจเป็นที่รู้จักในผลงานด้านการแพทย์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าเธอเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับชาว LGBTQ+ โดยเริ่มจากการที่เธอไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้

ทั้งยังหลงรักลูกพี่ลูกน้องอย่าง Marianne Nicholson แต่ไม่อาจได้รับการตอบรับ ทำให้เธอเริ่มสร้างผลงานทางการแพทย์ และในที่สุดก็มีชื่อเสียง จนนำไปต่อยอดทำให้คนเข้าใจความรักและตัวตนของ LGBTQ+ ได้มากขึ้น

 

Christine Jorgenson

อดีตทหารผ่านศึกจากกองทัพสหรัฐฯ ผู้รู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเธอเองนั้นเป็นหญิงสาวที่ติดอยู่ในร่างชายหนุ่ม จนในที่สุดจึงหันไปเริ่มใช้การบำบัดด้วยฮอร์โมนและเดินทางไปเดนมาร์กในปี 1957 เพื่อแปลงเพศ ข่าวนี้โด่งดังไปทั่วจนในที่สุด Christine ก็กลายเป็นนักเต้นและนักแสดงที่มีชื่อเสียง เธอจึงอุทิศชีวิตให้กับการต่อสู้เพื่อสิทธิสำหรับคนอื่นๆ

 

ไม่ว่าจะต่างเพศ ต่างความชอบ ต่างเชื้อชาติ หรือต่างรูปลักษณ์ หนึ่งในสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจคือสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นกระทำไม่ใช่ความแตกต่าง และนั่นอาจเป็นเส้นทางที่จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข :)

 

ที่มา: rd.com

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ