เปรียบเทียบ 7 ข้อมูลสำคัญของการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ vs แคนาดา

ทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดาต่างเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเรียนต่อต่างประเทศ แม้ว่าในปัจจุบันความป๊อปปูล่าในหมู่นักเรียนต่างชาติที่มีต่อสหรัฐฯ จะลดลงหรืออยู่ในอัตราคงที่ แต่กระนั้นสหรัฐอเมริกาก็ยังคงเป็นตัวเลือกในอันดับต้นๆ อยู่ดี

ในขณะเดียวกัน ความนิยมในการเรียนต่อที่ประเทศแคนาดาก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ฉะนั้นในบทความนี้เราจะเปรียบเทียบให้เห็นว่าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาประเทศไหนที่ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าสำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นั่น

 

 

1. ความหลากหลาย

ในปี 2018 มีรายงานจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาประมาณ 1.09 ล้านคน ส่วนที่แคนาดามีจำนวนนักศึกษาต่างชาติอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ หรือราว 570,000 คน ดังนั้น หากอนุมานจากตัวเลขนี้ก็จะพบว่าสหรัฐฯ มีเปอร์เซ็นต์ความหลากหลายมากกว่า และเป็นแหล่งรวมประสบการณ์เรียนต่อต่างประเทศที่ดีกว่า

 

2. การจัดอันดับมหาวิทยาลัย

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสหรัฐฯ เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกหลายแห่ง อ้างอิงจากข้อมูลของ QS World University Rankings 2019 พบว่าใน 10 อันดับแรกเป็นมหาวิทยาลัยที่มาจากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา โดยมีสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้รับการโหวตให้เป็นอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยโลก ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอยู่ในอันดับที่ 2 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอันดับ 3 California Institute of Technology (Caltech) อันดับ 4 และมหาวิทยาลัยชิคาโกรั้งอยู่ในอันดับ 9 โดยในภาพรวมมีมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกากว่า 170 แห่งที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก

มหาวิทยาลัยในแคนาดามี 3 สถาบันใน 100 อันดับแรก โดย University of Toronto อยู่ในอันดับที่ 28 ตามมาด้วย McGill University อันดับที่ 33 และในภาพรวมมีสถาบันอุดมศึกษาจากแคนาดาทั้งหมด 26 แห่งที่จัดอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดในโลก

 

3. การขอวีซ่านักเรียน

อย่างที่ทราบกันดีว่ากระบวนการยื่นขอวีซ่ารวมไปถึงข้อกำหนดวีซ่าสำหรับสหรัฐอเมริกานั้นค่อนข้างใช้เวลานานและมีความซับซ้อนรอบด้าน ซึ่งตรงกันข้ามกับแคนาดาที่กระบวนการยื่นขอวีซ่ามีความง่ายกว่ามาก

 

4. ค่าเล่าเรียน

ใบปริญญาจากสหรัฐอเมริกาเป็นที่ต้องการอย่างมาก และแน่นอนว่าย่อมมาพร้อมกับค่าเล่าเรียนที่สูงเอาการ แต่ค่าเล่าเรียนในแคนาดานั้นจะถูกกว่าสหรัฐฯ โดยมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ US$ 7,500 ถึง US $22,000 (ประมาณ 230,000 – 676,000 บาท) ในขณะที่ค่าเล่าเรียนในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ US$26,000 (ประมาณ 799,000 บาท)

 

5. ทุนการศึกษา

มีทุนการศึกษาหลากหลายประเภท รวมทั้งช่องทางการขอความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มหาวิทยาลัยในแคนาดา แต่ในทางกลับกันโอกาสในการขอทุนสำหรับนักศึกษาในสหรัฐฯ มีไม่มากเท่าที่ควร

 

6. ค่าครองชีพ

ค่าครองชีพในสหรัฐฯ จะสูงกว่าที่แคนาดา โดยประมาณค่าครองชีพของนักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ อยู่ที่ US$10,000 และ US$12,000 ต่อปี (ประมาณ 307,000 และ 368,000 บาท) เฉลี่ยอยู่ที่ US$700 ถึง US$1,000 ต่อเดือน (ประมาณ 21,000 – 30,000 บาท) ซึ่งแน่นอนว่าขึ้นอยู่กับงบประมาณของนักเรียนเอง รวมไปถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตส่วนบุคคลด้วย

นักศึกษาต่างชาติในแคนาดามีค่าครองชีพที่อยู่ที่ประมาณ US$7,500 (ประมาณ 230,000 บาท) และเป็นจำนวนเงินที่นักเรียนต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองสามารถจัดแจงตามนี้ได้เมื่อทำเรื่องยื่นขอวีซ่าเรียนต่อในแคนาดา อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่านี้เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างมอนทรีออล หรือแวนคูเวอร์

 

7. การจ้างงานหลังจากสำเร็จการศึกษา

แคนาดายินดีต้อนรับนักศึกษาต่างชาติและมีความต้องการเพิ่มจำนวนนักศึกษาเหล่านี้ในสถาบันของตนอยู่แล้ว ดังนั้นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการมอบโอกาสการจ้างงานหลังจากที่นักเรียนต่างชาติเหล่านี้สำเร็จการศึกษา และปูทางไปสู่การได้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในแคนาดา

แคนาดาอนุญาตให้นักเรียนต่างชาติทำงานที่นั่นเป็นระยะเวลาสูงสุดสามปีหลังจากสำเร็จการศึกษาผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Post-Graduation Work Permit (PGWP) ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนสามารถหางานทำในแคนาดาได้ แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางสู่การมีถิ่นที่อยู่ถาวร และนำไปสู่การเป็นพลเมืองของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับสหรัฐอเมริกา เมื่อทรัมป์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้โอกาสในการอ้ารับนักศึกษาต่างชาติลดน้อยลง โดยนักเรียนต่างชาติในสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหลังจากสำเร็จการศึกษา เว้นแต่นักเรียนจะได้รับการสนับสนุนจากบริษัทหรือองค์กร

 

นอกจากนี้ มุมมองการบริหารของสหรัฐฯ ที่มีต่อชาวต่างชาติในปัจจุบันเป็นผลเชิงลบอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของจำนวนนักศึกษาต่างชาติในระดับอุดมศึกษาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ที่มา: scholarship-positions

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ