8 เรื่องราวในประวัติศาสตร์ ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและเคยเกิดขึ้นจริงๆ !!

ใครที่ไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ อาจคิดว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลขและวันที่เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่ โบราณ คร่ำครึ และทำให้ชั้นเรียนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนน่าง่วงนอนยิ่งกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องราวหลายอย่างในประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องขบขัน และหลายๆ เหตุการณ์ก็อาจดูไม่น่าเชื่อจนคิดว่าเป็นข่าวปลอม! และด้านล่างนี้คือ 8 เรื่องราวน่าทึ่ง ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและเคยเกิดขึ้นจริงๆ ทางประวัติศาสตร์ ดังนี้

 

 

#1 ชาวโรมันโบราณใช้ปัสสาวะเพื่อแปรงฟันและทำความสะอาดเสื้อผ้า

ชาวโรมันโบราณประหยัดมากในการใช้ของเหลือใช้ พวกเขาใช้ปัสสาวะของมนุษย์และสัตว์ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อทำให้ฟันขาวและซักเสื้อผ้า!

เพราะเมื่อปัสสาวะถูกปล่อยทิ้งไว้ มันจะสลายตัวเป็นแอมโมเนียที่สามารถทำความสะอาดและขจัดคราบได้อย่างง่ายดาย Catullus กวีชาวโรมันได้ยืนยันไว้ว่าผู้คนในสมัยของเขาใช้ทั้งปัสสาวะของมนุษย์และสัตว์ เป็นน้ำยาบ้วนปากเพื่อทำให้ฟันขาวขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม: mentalfloss technology

 

 

#2 น้ำท่วมเพราะกากน้ำตาลที่สหรัฐอเมริกา มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 1919 ถังเก็บขนาดใหญ่น้ำหนักประมาณ 13,000 ตันและเต็มไปด้วยกากน้ำตาล 2.3 ล้านแกลลอนได้พังทลายลง กากน้ำตาลไหลลงมาบนท้องถนนราวกับคลื่นสึนามี กระจายไปในอัตรา 35 ไมล์ต่อชั่วโมง

บางส่วนเชื่อว่าเป็นเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น บางส่วนเชื่อว่าได้ยินเสียงปืนก่อนที่แกลลอนจะพัง อย่างไรก็ตามทุกสิ่งนั้นเหนียวเหนอะหนะ เกิดความเสียหายไปทั้งบริเวณจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 150 คน และเสียชีวิต 21 คน และกลิ่นกากน้ำตาลที่ยังอบอวลอยู่ในพื้นที่มานานหลายทศวรรษ

ข้อมูลเพิ่มเติม: historyGreat_Molasses_Flood

 

 

#3 เหตุการณ์ถังวิสกี้ระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ที่กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1875 เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณที่วิสกี้กว่า 5,000 บาร์เรลถูกเก็บไว้ในกรุงดับลิน เมื่อสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น ไฟภายในโกดังทำให้ถังวิสกี้ร้อนขึ้นจนถึงจุดที่ระเบิดและทำให้ไฟลุกลามและเลวร้ายลง

วิสกี้ยังได้กระจายท่วมไปทั่วบริเวณที่ใกล้เคียง ไฟไหม้ทุกสิ่งที่สัมผัส ถือเป็นเพลิงไหม้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของดับลิน มันได้สร้างความเสียหายมูลค่า 7.4 ล้านดอลลาร์จากวิสกี้เพียงอย่างเดียว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนเดียวมีผู้เสียชีวิต 13 คน ทั้งหมดเสียชีวิตด้วยพิษแอลกอฮอล์ จากการดื่มวิสกี้ที่ถูกเผาไหม้ไหลไปตามท้องถนน

ข้อมูลเพิ่มเติม: Dublin_whiskey_fireatlasobscura

 

 

#4 ช่วงสงครามเย็น CIA วางแผนที่จะทิ้งถุงยางอนามัยไซส์ XL ที่เขียนว่า “ขนาดกลาง” ที่โซเวียต เพื่อให้เห็นว่าอเมริกันมีความเหนือกว่าทางร่างกาย

ถุงยางอนามัยเคยเกือบเป็นอาวุธในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต เพราะสงครามจิตวิทยามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

มีการเสนอว่าจะให้ใส่ถุงยางไซส์ XL พร้อมเขียนว่า ‘ขนาดกลาง’ ไว้ในบอลลูน และปล่อยทิ้งไว้ที่โซเวียต เพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันเหนือกว่าทางด้านร่างกาย อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้กลับถูกปัดตกไป

ข้อมูลเพิ่มเติม: The_Mighty_Wurlitzerwired

 

 

#5 Pepsi เคยเป็นกองทัพทหารที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก หลังจากโซเวียตตกลงที่จะแลกเปลี่ยนกองทัพเรือส่วนหนึ่งเพื่อแลกกับเครื่องดื่ม Pepsi

ในช่วงสงครามเย็น Pepsi Cola กลายเป็นแบรนด์สำคัญในโซเวียต เมื่อผู้นำหลายๆ คนแห่งสหภาพโซเวียตได้จิบเครื่องดื่มเย็นๆ นี้และลิ้มรสชาติของมัน จนถึงขั้นที่ยอมแลกวอดก้ากับ Pepsi 1 ขวด

ในที่สุดในปี 1989 ข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้น โซเวียตตกลงที่จะแลกเปลี่ยนกองเรือรบส่วนหนึ่งที่มีทั้งเรือดำน้ำ 17 ลำ เรือพิฆาต 1 ลำ เรือลาดตระเวน 1 ลำ และเรือรบ 1 ลำเป็นเงินมูลค่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ Pepsi นั่นคือวิธีที่ Pepsi กลายเป็นกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก

ข้อมูลเพิ่มเติม: medium atlasobscura

 

 

#6 William Henry Harrison ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์รับตำแหน่งยาวนานที่สุดในสภาพอากาศที่เลวร้าย ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

William Henry Harrison เป็นประธานาธิบดีคนที่ 9 ของสหรัฐอเมริกา เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1847 และกล่าวสุนทรพจน์ที่เขาเขียนขึ้นมาเองกว่า 8,445 คำ ท่ามกลางสภาพอากาศ 8 องศาเซลเซียสในตอนเที่ยงและมีลมแรง เขาทั้งไม่ได้สวมเสื้อคลุม หมวก หรือถุงมือในพิธี

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา วันที่ 26 มีนาคม เขาก็มีอาการไข้หวัดจากอากาศแย่ๆ ในวันนั้น แม้จะพยายามอย่างเต็มที่แต่แพทย์ก็ไม่สามารถรักษาอาการหวัดและปอดบวมของ Harrison ได้ เขาได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 เมษายน 1841 ระยะเวลาเพียง 31 วันในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เสียชีวิตในตำแหน่ง และการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาก็ยังสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญในเวลานั้นจะคิดว่าอาการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตในภายหลัง มีสาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศเลวร้ายในวันที่เข้ารับตำแหน่ง แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจาก Harrison ไม่มีอาการจนกระทั่ง 3 สัปดาห์หลังจากการเข้ารับตำแหน่ง นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังคิดว่าเขาอาจมีไข้ลำไส้หรือที่เรียกว่าไทฟอยด์ซึ่งเกิดจากน้ำดื่มที่ปนเปื้อน

ข้อมูลเพิ่มเติม: Inauguration_of_William_Henry_Harrisonhistory

 

 

#7 อังกฤษเคยส่งสายลับไปประเทศจีนเพื่อขโมยความลับทางการค้าของอุตสาหกรรมชา

อย่างที่รู้กันดีกว่าชาคือเครื่องดื่มยอดนิยมในหมู่ชาวอังกฤษตั้งแต่ราวปี 1800 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมชาในเวลานั้นถูกปกครองโดยจีนทั้งหมด ทำให้อังกฤษไม่สามารถควบคุมราคาหรือคุณภาพของชาได้ ดังนั้นในช่วงทศวรรษที่ 1850 นักธุรกิจชาวอังกฤษจึงตัดสินใจก่อตั้งอุตสาหกรรมชาในอินเดีย

ในความพยายามที่จะควบคุมตลาดชา บริษัท the East India Company ได้ส่ง Robert Fortune เดินทางไปยังประเทศจีนราวปี 1848 เพื่อขโมยความลับในการผลิตชา

และเป็นภารกิจที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาสามารถขโมยเมล็ดพันธุ์จากจีนและนำไปอินเดียได้ ภายหลังอินเดียกลายเป็นผู้ปลูกชารายใหญ่ที่สุดในโลก

ข้อมูลเพิ่มเติม: smithsonianmag npr

 

 

#8 หลังจาก Julius Caesar ถูกโจรสลัดลักพาตัว เขาก็เรียกร้องให้เพิ่มค่าไถ่

โจรสลัดเป็นปัญหาใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ภูมิภาคที่เรียกว่า Cilicia Trachea เต็มไปด้วยโจรสลัดที่สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวโรมัน

ครึ่งหนึ่งราว 75 ปีก่อนคริศตศักราช Julius Caesar เคยถูกจับเป็นตัวประกัน และนั่นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยของเขา แต่เป็นเรื่องเลวร้ายของกลุ่มโจร

Caesar ไม่ได้ทำตัวเหมือนเป็นเชลยแม้แต่น้อย เมื่อโจรสลัดบอกราคาค่าไถ่ของเขาคือ 20 ตะลันต์ เขากลับยุให้เพิ่มราคาเป็น 50 ตะลันต์โดยไม่สะทกสะท้าน เขาเริ่มทำตัวเหมือนอยู่บ้านและเข้าควบคุมพวกโจรสลัด

หลังจากผ่านไป 38 วัน Caesar ก็กลายเป็นอิสระหลังมีคนจ่ายค่าไถ่ จากนั้นเขาก็ยกทัพเรือและตามล่าโจรสลัด จากนั้นเขาก็จับและตรึงเหล่าโจรสลัดทีละคน

ข้อมูลเพิ่มเติม: britannica mentalfloss

 

 

ที่มา: unbelievable-facts

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ