เล่าเรื่องล่าฝันที่ออสเตรเลียกับ “Work and Holiday” พร้อมเทคนิคและค่าใช้จ่ายน่ารู้

หลายคนมีฝันว่าอยากไปค้นหาตัวตนและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ ได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ สัมผัสประเพณีวัฒนธรรมสุดแปลก หรือได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ที่มีหัวใจผจญภัยเช่นเดียวกับเรา

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองสักหนึ่งปี ลองมาฟังประสบการณ์ตรงจากคนที่เคยไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านโครงการ Work and Holiday โครงการที่ 1 ปีมีแค่ครั้งเดียว และนอกจากสกิลภาษาอังกฤษที่ต้องมีแล้ว ก็ต้องพกแต้มบุญในการกดโควตาไปด้วย เพราะ Work and Holiday ถือเป็นโครงการในฝันที่หลายคนตั้งตารอคอย

เช่นเดียวกับ คุณบุ๋ม สุมิสาณีย์ ศรีโรตน์ ที่เตรียมตัวจนสามารถไปทำงานที่ดินแดนจิงโจ้ได้สำเร็จ วันนี้เราจะมาฟังเธอเล่าประสบการณ์ในโครงการนี้ให้ฟังกัน (ขออนุญาตเรียก Work and Holiday สั้นๆ ว่า WAH )

 

 

คุณบุ๋ม หรือชื่อจริงว่า สุมิสาณีย์ ศรีโรตน์ ปัจจุบันอายุ 30 ปี เรียนจบจากคณะมนุษยศาสตร์ เอกวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

คุณบุ๋มเล่าว่าเธอสนใจโครงการ WAH นี้มาสักสองปีก่อนจะไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเป็นพนักงานบริษัทญี่ปุ่น สายงาน Import-Export Sales ด้วยความที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับงานซ้ำๆ เดิมๆ บวกกับเบื่อรถติดในเมืองกรุงจึงเลือกที่จะไปกับโครงการนี้ แม้ฟังดูเล็กน้อยแต่เป็นเหตุผลของการเลือกที่จะไปจริงๆ

 

 

“ถึงแม้งาน Sales จะเป็นงานที่เราต้องเจอผู้คนเยอะ ไม่อยู่กับที่ มีปัญหาหลากหลายที่ต้องแก้ไขทุกๆ วัน แต่เรากลับรู้สึกว่า ฉันยังมีทักษะอีกหลายอย่างที่ต้องพัฒนา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ จริงๆ ภาษาอังกฤษเราก็ใช้งานได้ค่ะเพราะด้วยสายงานต้องใช้ทุกวันอยู่แล้ว

แต่ปัญหาคือ เวลาจะพรีเซ็นต์งานเป็นภาษาอังกฤษ เรามักจะคิดเยอะ เตรียมตัวเยอะ พูดไม่เป็นธรรมชาติ เวลาจะพูดภาษาในหัวที่ออกมาเป็นจีนออกมาก่อน ค่อยเป็นอังกฤษ (ใครที่เรียนภาษาที่ 3 มาสักพักจนคล่องแล้วจะเข้าใจปัญหานี้) พยายามแก้แล้ว แต่เราว่าการใช้ภาษาอังกฤษมันยังไม่ธรรมชาติ เลยคิดว่า ถ้าได้ไปใช้ชีวิตที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก น่าจะดีขึ้น เพราะฉะนั้น ต้องไป!”

 

การเตรียมตัว:

ด้วยความที่คุณบุ๋มรู้จักโครงการนี้มาสักพักแล้ว เมื่อตัดสินใจได้ว่าอยากไปก็เลยพอมีเวลาในการข้อมูลมากอยู่ ซึ่งเธอสรุปให้ฟังคร่าวๆ ว่า

“อันดับ1 คือ เก็บเงินค่ะ อันนี้สำคัญ เพราะคุณพ่อคุณแม่เราไม่สามารถสปอนเซอร์ได้ เราทยอยเก็บเงินประมาณ 6 เดือน ตอนนั้นรายจ่ายก็เยอะ เราดูแล้วเก็บไม่ทันแน่ เราก็หาสอนพิเศษภาษาเพิ่ม ก็เลยเก็บได้ เราศึกษาเลยว่าเวลาขอวีซ่าต้องอธิบายที่มาการเงินอย่างไร เพราะถึงแม้ว่าจะกดโควตาได้ แต่ก็มีหลายคนขอวีซ่าไม่ผ่านเพราะหลักฐานการเงินไม่แน่น เพื่อให้สถานทูตเข้าใจแหล่งที่มาการเงินของเราอย่างชัดเจน

ดังนั้น นอกจากจะหาเงินเพื่อมาโชว์ในสเตทเม้นแล้ว ยังต้องดูด้วยนะคะ ว่าจะอธิบายให้สถานทูตเข้าใจยังไงบ้าง”

 

ส่วนค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่จะต้องเตรียมสำหรับโครงการ Work and Holiday เลยก็คือ: 

-ค่าวีซ่า

-ค่าทดสอบ IELTS 

-ค่าตรวจสุขภาพ 

-ค่าประกันการเดินทาง 

-ค่าตั๋วเครื่องบิน 

-และเงินสำหรับ Pocket Money 

*เบ็ดเสร็จก็ประมาณหนึ่งแสนบาท*

 

 

“อันดับที่ 2 ที่เราต้องมีเลย คือผลสอบ IELTS ขั้นต่ำ 4.5 General/Academic ได้หมด สำหรับเราเรื่องผลสอบ IELTS เราไม่ค่อยกังวลมาก เพราะเคยสอบมาแล้วแบบ Academic (ภาษาอังกฤษ เราไม่ได้เก่งมากค่ะ พื้นฐานพอทำได้ แต่ไม่มาก) แต่เราก็ไม่ประมาทค่ะ ฝึกทำข้อสอบอยู่ประมาณ 2 เดือนก่อนสอบ IELTS Academic ได้ประมาณ 6 ซึ่งก็เป็นที่พอใจ”

 

 

“อันดับที่ 3 เอกสารพวก Transcript แล้วก็แปลใบสำเนาทะเบียนบ้าน ไว้ด้วย คือเราเตรียมเอกสารไว้พร้อมก่อนวันกดโควตาเลยค่ะ ประหนึ่งว่าชั้นได้แล้วแน่ๆ เอกสารพร้อมให้ด.ย. (กรมเด็กและเยาวชน) เช็กเลย และพร้อมขอวีซ่าเลยด้วย

อันดับที่ 4 ดวงล้วนๆ เพราะกดโควตาสำคัญกว่ามาก หากเตรียมทุกอย่างครบตั้งแต่อันดับที่ 1-3 แล้ว แต่กดโควตาไม่ได้ ก็ต้องรอกดใหม่ปีหน้าเลย อันนี้แล้วแต่ความเชื่อเลย สบายใจแบบไหนก็ไปทำบุญแบบนั้น เตรียมแต้มบุญให้พร้อม!”

 

 

“โควตานั้นกดยากมากกก ถ้าใครนึกไม่ออก ลองนึกถึงตอนกดบัตรคอนเสิร์ตอ่ะ โอ้ย! ที่นั่งนั้นมันไปแล้ววว โอ้ย! เว็บล่ม แบบนั้นเลย ตอนที่เรากดโควตา เราลางานไปกดเลยนะคะคิดดู เราหาข้อมูลเลยว่าร้านเน็ตที่ไหนแรงที่สุดในกรุงเทพฯ เราก็นั่งรถไปเลยค่ะ

วันนั้นบรรยากาศวุ่นวายมาก มีคนไปนั่งร้านนี้เพื่อกดโควตาหลายคน พอถึงเวลากดโควตาตอน 9 โมง สรุปเน็ตล่ม บางคนเข้าได้ บางคนเข้าไม่ได้ เราก็เข้าหน้าเว็บไม่ได้เลย เราใจเสียมาก”

แต่สุดท้ายคุณบุ๋มก็ได้โควตาในลำดับที่ 400 กว่าๆ มากอดอย่างสวยงาม ด้วยความช่วยเหลือจากสมาชิกในกรุ๊ปไลน์ WAH 2018

 

 

ประสบการณ์หางาน และค่าตอบแทน:

พอเครื่องแลนด์ดิ้งเหยียบถิ่นออสเตรเลียแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือการ ‘หางาน’ ซึ่งคุณบุ๋มวิเคราะห์การหางานที่ออสเตรเลียเป็น “งานที่เราอยากได้” กับ “งานที่เราได้ทำ”

งานที่เราอยากได้ : แน่นอนค่ะ ว่าเราทำงานออฟฟิศมาตลอด ก็อยากทำงานออฟฟิศที่ออสเตรเลียบ้างเนอะ แต่จากประสบการณ์ที่เราอยู่ที่บริสเบนหายากมากจริงๆ เหมือนจะได้ แต่ก็ไม่ได้

ทุกงานที่เราสมัครและได้รับการสัมภาษณ์ ปัญหาหลักๆ เลยคือ เรื่องวีซ่า เนื่องจากวีซ่า WAH อนุญาตให้ทำงานระยะเวลา 6 เดือนต่อหนึ่งนายจ้าง พอครบ 6 เดือนแล้วก็ต้องย้ายงานหางานใหม่ จึงทำให้เค้าอยากจะจ้างคนที่มี PR พูดง่ายๆ คือเลือกคนของเค้าก่อน ถ้าเลือกเราทำงานได้แปบเดียวก็ออก เสียเวลาเทรนงานคนใหม่”

แม้การหางานออฟฟิศที่บริสเบนจะยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งก็มีผู้ที่มากับ WAH ได้งานออฟฟิศในบริสเบนเหมือนกัน แต่เปอร์เซ็นต์นั้นอาจจะน้อยมากๆ คุณบุ๋มเล่าว่านี่เป็นเพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น ฟังแล้วอย่าเพิ่งถอดใจไป

 

 

งานที่เราได้ทำ: งานร้านนวดไทย งานคลีนตามบ้าน ร้านอาหารจีน ร้านอาหารไทย ร้านกาแฟ รีสอร์ท งานหลากหลายมากใช่ไหมล่ะคะ งานพวกนี้ เป็นงานที่หาค่อนข้างง่าย ไม่ยากมาก สามารถไป Walk-in หรือส่งเรซูเม่ออนไลน์ไปก็ได้

แต่ส่วนใหญ่ได้งานออนไลน์ค่ะ ใครที่เพิ่งจะไปบริสเบน แล้วกลัวไม่ได้งาน ไม่ต้องกังวลค่ะ มีงานให้คุณทำเยอะแยะ แค่เราจะทำไหมเท่านั้น…

เว็บหางานหลักๆ ก็มี Sunbrisbane, Indeed, Gumtree, Seek ถ้าอยากได้งานร้านไทย งานคลีนก็เว็บ Aussiethai”

 

ในส่วนของค่าตอบแทนคุณบุ๋มเผยว่า “งานที่นั่นมันจะมีทั้งงานจ่าย Tax เสียภาษีถูกกฎหมาย และงานรับเงินสด ถ้าจ่าย Tax ตัววีซ่านี้จะเสียภาษี 15% ตั้งแต่ดอลแรก และเคลมคืนไม่ได้ ไม่เหมือนวีซ่านักเรียน ดังนั้น ต้องแจ้งเรื่องการเสียภาษีและการลงทะเบียนนายจ้าง WAH ด้วยค่ะ เพราะจะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง

 

ร้านที่จ่าย Tax + Super (คล้ายๆ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ):

-ร้านกาแฟ จ่ายตามขั้นต่ำของ minimum wage 18.93 AUD/ชม. ทำวันละ 5-6 ชม.ต่อวัน

– ร้านนวด ชั่วโมงละ 30+ ค่าประกันมือ 50 AUD ถ้าร้านไม่ยุ่ง อยู่ร้านตั้งแต่ 09.00 น. -19.00 น. ได้ 70

-100 AUD แต่ถ้าร้านยุ่งก็เคยได้ถึง 200 AUD

 

ร้านรับเงินสด:

-ร้านอาหารจีน ชั่วโมงละ 15 รับเงินสด ได้ 3-5 ชม. ต่อวัน

-ร้านไทย จะคิดเป็นกะ กะนึง 5 ชม. บางที่กะนึง 6 ช.ม. บางที่ก็คิดเป็นชั่วโมง 60 AUD/กะ ถ้าร้านไม่ยุ่งเหลือ 55 AUD

-งานคลีนตามบ้าน ได้ชั่วโมงละ 20 AUD แต่ติดว่าต้องเดินทางไปคลีนบ้านนู้นบ้านนี้ก็จะเสียเวลาเดินทางหน่อย

-งาน Tutor ภาษาจีน เราคิดชั่วโมงละ 25 AUD สอนเด็กฝรั่ง สนุกดี งานไม่เหนื่อยและเงินดีแต่มีไม่บ่อย”

“ส่วนของค่าครองชีพที่ออสฯ ของเราต่อวีค ค่าบ้าน 160 AUD รวมทุกอย่าง ทำกับข้าวกินเองวีคละประมาณ 50 AUD ค่ารถอีกวีคละ 30 AUD”

 

 

แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในต่างประเทศก็มีทั้งทุกข์และสุขปะปนกันไป สำหรับคุณบุ๋มในช่วงที่ยากลำบากที่สุดเธอก็มีคำพูดปลอบใจตัวเองว่า

“Happiness can be found even in the darkest times if one only remember to turn on the light ความสุขจะถูกเจอได้ แม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ขอเพียงเราไม่ลืมที่จะเปิดไฟ จาก : อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์”

 

 

Work and Holiday คือโครงการแลกเปลี่ยนเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ไปเรียนคอร์สระยะสั้น หรือทำงานชั่วคราว ที่ประเทศออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ ซึ่งโครงการนี้ 1 ปีมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น!

โดยจะเปิดรับประมาณช่วงต้นปีพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งในปี 2019 นี้ยังไม่มีกำหนดการอย่างเป็นทางการ แต่แว่วมาว่าอาจจะมีประกาศในเดือนมีนาคมนี้

สำหรับใครที่อยากออกท่องโลกกว้างสักครั้งหนึ่งก็อย่าลืมอัพเดทข่าวสารของโครงการอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะตอนนี้ยังพอมีเวลา

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก: คุณบุ๋ม สุมิสาณีย์ ศรีโรตน์

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า...

SHARE

ทุนการศึกษาอื่นๆที่น่าสนใจ